head-obj-rb1-min
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียน อบจ.รบ.๑ (วัดห้วยปลาดุก อนันตกูลอุปถัมภ์)
วันที่ 19 กันยายน 2021 8:15 PM
head-obj-rb1-min
โรงเรียน อบจ.รบ.๑ (วัดห้วยปลาดุก อนันตกูลอุปถัมภ์)
หน้าหลัก » นานาสาระ » หยิน-หยางกับอาหารการกิน

หยิน-หยางกับอาหารการกิน

อัพเดทวันที่ 8 พฤศจิกายน 2020

หยิน-หยางกับอาหารการกิน

 

หยิน-หยาง

หยิน-หยาง ทฤษฎี หยิน-หยาง เป็นทฤษฎีทางการแพทย์ที่สําคัญที่สุดของจีน จากความเชื่อ ทีว่า สรรพสิ่งในจักรวาล ล้วนแบ่งออกเป็นหยินและหยาง ซึ่งมีลักษณะตรงข้ามกัน เช่น ผู้ชายเป็นหยาง ผู้หญิงเป็นหยิน พระอาทิตย์เป็นหยาง พระจันทร์เป็นหยิน กลางวันเป็นหยาง กลางคืนเป็นหยิน หน้าที่ของร่างกายคนเราเป็นหยาง ส่วนรูปร่างกายเป็นหยิน

สวรรค์เป็น หยาง โลกเป็นหยิน ผิวหนังและกล้ามเนื้อเป็นหยาง อวัยวะภายในเป็นหยิน หลังเป็นหยาง ท้องเป็นหยิน ร้อนเป็นหยาง เย็นเป็นหยิน เป็นต้น   ชาวจีนส่วนมากสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองว่าอาหารอะไรเหมาะกับคน อาหารอะไรควรหลีกเลี่ยง โดยอาศัยเวลา และการสังเกตว่าอาหารอะไรมีผลต่อร่างกาย

ต่อสมอง หรือจิตใจอย่างไร อาหารที่เหมาะสมในทรรศนะของชาวจีนไม่ได้หมายถึง พลังงานที่ได้รับเป็นแคลอรี่ แต่หมายถึงอาหารนั้นมีความเหมาะสมกับร่างกายของคนแต่ละคน ชาวจีนมีความเชื่อสืบทอดมาเป็นเวลากว่า 5,000 ปีแล้วว่า ความไม่เอาใจใส่ต่อการกินเป็นสาเหตุใหญ่ที่สุดที่ทําให้เจ็บป่วย

 

ปรัชญาการเตรียมและการปรุงอาหารจีน คือ การผสมผสาน ภาวะในการผสมผสาน  โดยอาจดูตัวอย่างได้จากซุป ซึ่งมีน้ำต้มรวมกับปลา ต้มน้ำให้เดือดแล้วจึงใส่เครื่องปรุง ผสมผสานรสชาติต่าง ๆ ให้เข้ากัน โดยปรุงแต่งรสชาติให้พอเหมาะ 

การผสมผสานของอาหารไม่ได้มาจากเครื่องปรุงเพียงอย่างเดียว แต่มีความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนฤดูกาลเป็นส่วนประกอบ   ชาวจีนมองสิ่งต่างๆ ในรูปของสมดุลแห่งการผสมผสาน จึงมีแนวคิดว่าหยิน-หยางไม่ได้เป็นสิ่งตรงกันข้าม แต่เป็นสิ่งที่ผสมผสานกันเป็นหนึ่งเดียว หยิน-หยางเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ในความเปลี่ยนแปลงจะมีความสัมพันธ์ควบคู่กันไป

จากการยึดหลักความสมดุลตามทฤษฎีหยิน-หยาง ซึ่งมีอิทธิพลต่อการดํารงชีวิตของผู้คนทั้งในชีวิตประจําวัน คือ สามารถนําทฤษฎีหยินหยางเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ดังจะเห็นได้จากอาหารถูกแบ่งออกเป็นหยินและหยาง เช่น พลังงานร้อนและอุ่นเป็นหยาง พลังงานเย็นและหนาวเป็นหยิน อาหารที่ประกอบด้วยรสเผ็ด รสหวานเป็นหยาง รสขม รสเค็ม รสเปรี้ยวเป็นหยิน ดังนั้นชนิดของอาหารจะเป็นหยิน หรือหยางต้องขึ้นอยู่กับพลังงาน และรสชาติ

อาหารหยินจะทําให้ร่างกายเย็น กล้ามเนื้อหลวม ลดความเครียด ทําให้การเคลื่อนไหวช้าลง ยืดเวลาการนอนหลับ และทําให้อุจจาระเหลวมีสีอ่อนลง ส่วนอาหารหยางจะทําให้ร่างกายอบอุ่น กล้ามเนื้อกระชับ ทําให้เกิดความเครียด เร่ง การเคลื่อนไหว ลดเวลานอนให้น้อยลง และทําให้อุจจาระแข็ง มีสีคล้ำมากขึ้น

อาหารทุกอย่างมีปัจจัยหยินและหยางอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปเสมอ ซึ่งหมายความว่า ไม่มีอะไรเลยที่เป็นกลาง ถ้าหากรับประทานอาหารที่เป็นหยินมากเกินไป สภาพร่างกายก็จะกลายเป็นหยิน ถ้ายังรับประทานต่อไปเรื่อยๆ องคาพยพหรืออวัยวะน้อย ใหญ่ จะค่อยๆ กลายเป็นหยิน ในอีกด้านหนึ่งถ้ารับประทานอาหารที่เป็นหยางมาก สภาพร่างกายจะกลายเป็นหยาง

และในที่สุดองคาพยพก็จะกลายเป็นหยาง เช่นเดียวกัน สัญลักษณ์ที่บ่งบอกความไม่สมดุลจะไม่ปรากฏทันที เว้นแต่ว่าสิ่งที่เป็นหยินรุนแรง เช่น ยา น้ำตาล และเครื่องเทศ หรือสิ่งที่เป็นหยางรุนแรง เช่น เนื้อแดง เกลือ เครื่องปรุงที่มีรสเค็มจัด ก็จะสามารถที่จะแสดงให้เห็นผลของภาวะขาดสมดุล

ของหยิน-หยางได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการรับประทานอาหารให้ร่างกายเกิดภาวะสมดุลตามหลักทฤษฎีหยินหยาง หรือในปัจจุบันเรียกว่า การกินตามหลักแม็คโครไบโอติก คือ การกินผักตาม ฤดูกาล และเป็นผักที่ปลูกในท้องถิ่นให้มากที่สุด อาหารเหล่านี้ทําให้ร่างกายมีความสมดุลกับสิ่งแวดล้อมและฤดูกาล

ความคิดเรื่องการรับประทานอาหารตามฤดูกาล และอาหารที่ปลูกในท้องถิ่นมีหลักอยู่ที่การคิดว่าธรรมชาติให้สิ่งที่จําเป็นแก่มนุษย์ เช่น ชาวเอสกิโมจําเป็นต้องรับประทานเนื้อสัตว์เพื่อจะได้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เพราะที่ที่พวกเขาอยู่มีพืชขึ้นน้อย ส่วนในเขตร้อนผลไม้เป็นสิ่งจําเป็นสําหรับการทําให้เย็น

ดังนั้นถ้าหากทดลองให้ชาวเอสกิโมรับประทานผลไม้เมืองร้อนเป็นหลัก หรือให้ชาวเกาะทะเลใต้ซึ่งอยู่ในเขตที่ร้อนกว่ารับประทานเนื้อวัวมากๆ คนทั้งสองกลุ่มนี้จะเสียสมดุล และล้มป่วยได้  ชาวจีนเชื่อว่าการรับประทานอาหารนอกฤดูกาลจะทําให้สุขภาพไม่ดี ซึ่งสําหรับเรื่องนี้มีแนวปฏิบัติคร่าวๆ ที่ชาวจีนในอดีตเสนอแนะเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร คือ  

ในฤดูใบไม้ผลิควรรับประทานอาหารที่กระตุ้น หรืออาหารที่เป็นกลางซึ่งประกอบด้วยเนื้อ และผัก ปรุงด้วยวิธีต่างๆ อย่างสมดุล เนื่องจากในฤดูใบไม้ผลิอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นฤดูที่มีความเจ็บป่วยค่อนข้างมาก  

ในฤดูร้อนควรรับประทานอาหารที่มีผักมากๆ และเนื้อน้อยๆ ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน ๆ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ผลไม้จัดว่าเป็นอาหารที่ดีที่สุด เพราะจะนําเอาหยินในตัวคนออกมาเพื่อให้สมดุลกับหยางของความร้อนในฤดูร้อน เนื่องจากฤดูร้อนมีความสัมพันธ์กับความชื้นในร่างกาย อาหารที่ควรรับประทานมี ขึ้นฉ่าย แตงกวา แตงโม เป็นต้น

ในฤดูใบไม้ร่วงมีอากาศเย็นกว่าฤดูร้อน จึงควรรับประทานอาหารจําพวกเนื้อแต่ยังคงผักและผลไม้ไว้ตามเดิม นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่ทําให้ของเหลวในร่างกายคงสภาพอยู่ เช่น อินทผาลัม มะเดื่อ สาลี่ และน้ำผึ้ง จะช่วย    ทําให้การหล่อลื่นในร่างกายพอเพียง คือ ช่วยรักษาระดับของเหลวของร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล

ในฤดูหนาวควรรับประทานอาหารประเภทกระตุ้น เช่น อาหารจําพวกเนื้อ อาหารที่มีโปรตีนสูง แอลกอฮอล์ จะช่วยให้ร่างกายทนความหนาวได้

ฤดูกาลกับการรับประทานอาหารมีส่วนเกี่ยวข้องกันตามคติโภชนาการของชาวจีน กล่าวได้ว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิด และสําคัญยิ่งกว่าที่พักอาศัยเสียอีก เพราะการพักอาศัยอยู่ในที่ซึ่งไม่เหมาะสม อาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคภัยได้ แต่ก็ไม่ยุ่งยากเท่ากับความเจ็บป่วยที่เกิดจากการรับประทานอาหารโดยไม่ระมัดระวัง เช่น

ในฤดูร้อนอากาศอบอ้าว น้ำในร่างกายของคนเราจะระเหยมาก ส่วนน้ำในน้ำลายก็จะลดน้อยลง ดังนั้นการย่อยจึงลําบาก ถ้าหากไม่เลือกรับประทานอาหารยังคงรับประทานอาหารที่ย่อยยาก อาหารบางส่วนจะตกค้างอยู่ในกระเพาะ เยื่อผนังกระเพาะเกิดการระคายเคืองก็จะทําให้เกิดเป็นโรคกระเพาะอักเสบได้ 

ชาวจีนส่วนใหญ่ไม่รับประทานเนื้อมากนัก แต่นิยมรับประทานผัก สําหรับพวกคาร์โบไฮเดรตจะรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ ส่วนน้ำตาลและนมจะรับประทานแต่น้อย ชาวจีนนิยมรับประทานอาหารวันละหลายครั้ง แต่ในปริมาณน้อย   อาหารที่รับประทานจะมีกากใยค่อนข้างมาก เวลาปรุงจะปรุงไม่ให้ผักสุกมากนัก และจะไม่ดื่มของเย็น ซึ่งหลักการดังกล่าวตรงกับหลักโภชนาการทางการแพทย์ปัจจุบัน

โดยสรุปการเลือกรับประทานอาหารตามทฤษฎีหยิน-หยางตามคติความเชื่อของชาวจีนที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ หลักการดังกล่าวเน้นที่ความสมดุลและการผสมผสานเพื่อให้เกิดความสมดุล ในส่วนของการรับประทานอาหาร เน้นอาหารที่ผลิตได้ตามฤดูกาลและเป็นอาหารในท้องถิ่น

การเลือกรับประทานอาหารตามฤดูกาลที่ผลิตได้ในท้องถิ่นเป็นการผสมผสานทําให้ร่างกายเกิดภาวะสมดุล ชาวจีนเชื่อว่าถ้าหากร่างกายขาดภาวะสมดุล หยินมากกว่าหยาง หรือหยางมากกว่าหยิน จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ ดังนั้นการรับประทานอาหารตามหลักทฤษฎีหยิน-หยาง หรือตามหลักแม็คโครไบโอติก

จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ปลอดภัยปราศจากโรค โดยที่ผู้รับประทานต้องคอยสังเกตภาวะหยิน-หยางในร่างกายของแต่ละคน เพราะคนเรามีภาวะหยิน-หยางต่างกัน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมของแต่ละคนต่างกัน

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

นานาสาระ ล่าสุด
โรงเรียน อบจ.รบ.๑ (วัดห้วยปลาดุก อนันตกูลอุปถัมภ์)
โรงเรียน อบจ.รบ.๑ (วัดห้วยปลาดุก อนันตกูลอุปถัมภ์)
โรงเรียน อบจ.รบ.๑ (วัดห้วยปลาดุก อนันตกูลอุปถัมภ์)
โรงเรียน อบจ.รบ.๑ (วัดห้วยปลาดุก อนันตกูลอุปถัมภ์)